“กำไร” ที่ได้ มันคุ้มกับ “ความเสี่ยง” ที่คุณแบกแล้วหรอ?

บ่อยครั้ง ที่นักลงทุนอย่างเราๆ จะถูกยั่วยวนด้วยตัวเลขของผลตอบแทนในอดีต หรืออาจจะเป็นตัวเลขในอนาคตที่มี “กูรู” ใบ้มา จนทำให้เราลืมถึงสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในชีวิตของการลงทุน นั่นคือ “ความเสี่ยง” และโอกาสขาดทุน ที่คุณจะต้องแบกรับไว้ เพื่อที่จะได้มาซึ่งผลตอบแทน เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่า ในโลกนี้มันไม่มีอะไรที่จะได้มาฟรีๆ!

และถึงแม้ว่าบางครั้งจะรู้ว่ามันเสี่ยงก็เถอะ เราก็คิดว่ามัน น่าจะคุ้ม กับ ผลตอบแทนที่จะได้ แต่ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไงว่าคุ้ม? ยิ่งถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ ก็คงจะหนีไม่พ้นกับความเป็นจริงที่ว่า บทสรุปนี้เนี่ย โดยส่วนใหญ่แล้วมันมีพื้นฐานมาจาก ความรู้สึก ที่บ่อยครั้งมันถูกครอบงำด้วยความโลภ หรือความเชื่อ ไม่ใช่บทพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ อันตราย มาก

สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความเสี่ยง หรือไม่แน่ใจว่าความเสี่ยงคืออะไร ลองอ่านบทความ คำว่า “ความเสี่ยง” อาจไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจ! ก่อนจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้น 🙂

ส่วนของบทความในวันนี้ เราจะมาแนะนำว่านักลงทุนมืออาชีพเนี่ย เขาใช้วิธีไหนในการเปรียบเทียบระหว่างสินทรัพย์ และดูว่าผลตอบแทนที่คาดการว่าจะได้ มันสมเหตุสมผลหรือคุ้มกับระดับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับไว้ไหม

จะเห็นได้ว่ากราฟของวันนี้เนี่ย มีความแตกต่างจากกราฟในบทความก่อนหน้าตรง กองทุนที่เลือกมาเปรียบเทียบกันในครั้งนี้ มีผลตอบแทนไม่เท่ากัน เลยจะสามารถใช้วิธีเดิมที่แค่เลือกกองที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าได้ แต่ต้องเป็นกองที่มีผลตอบแทนต่อหน่วยความเสี่ยง ที่คุ้มค่ามากกว่า

ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาว่าดูยังไงว่ากำไรที่ได้มันคุ้มความเสี่ยงไหม เราลองมาดูตัวอย่างการเปรียบเทียบอย่างอื่นที่สามารถเห็นภาพได้ง่ายกว่า เพื่อที่จะได้เข้าใจที่ไปที่มาของวิธีคิดนี้มากขึ้น เช่น การเลือกโปรเจกต์ หรืองานที่สร้างรายได้ต่อวันมากที่สุด!

การที่จะดูว่าโปรเจกต์ไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน เช่น โปรเจกต์ ก. ให้เงิน 500 บาท โดยใช้เวลาในการทำ 10 วัน ในขณะที่โปรเจกต์ ข. ให้เงิน 300 บาทและใช้เวลา 3 วันในการทำ ถามว่าเราจะรู้ได้ไงว่าควรทำโปรเจกต์ไหนดี? การเลือก โปรเจกต์ ก. ที่ให้ผลตอบแทนเยอะสุดอาจจะไม่ใช่โปรเจกต์ที่คุ้มค่าที่สุด เพราะระยะเวลาของวันไม่เท่ากัน เราเลยต้องทำให้มันอยู่ในหน่วยที่เท่ากันก่อน โดยการเอา ผลตอบแทนมาหารกับจำนวนวันที่ต้องใช้ เพื่อที่จะหา ผลตอบแทนต่อวัน

\frac{\text{income}}{\text{days}}

เราก็จะเห็นได้ว่า โปรเจกต์ ก. สร้างรายได้อยู่ที่ 50 บาทต่อวัน ( \frac{500}{10} ) ในขณะที่ โปรเจกต์ ข. ให้ผลตอบแทนมากถึง 100 บาทต่อวัน ( \frac{300}{3} ) ซึ่งพอเปรียบเทียบกันแล้วเนี่ย ถึงแม้ว่า โปรเจกต์ ข. จะให้ผลตอบแทนน้อยกว่า โปรเจกต์ ก. แต่ว่าการเลือกทำโปรเจกต์ ข. นั้นจะให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่คุ้มค่ามากกว่าถึงเท่าตัว!

พอกลับมาที่การคำนวณความคุ้มค่าระหว่างกำไรกับความเสี่ยง ก็เป็นการหารเช่นกัน แต่เป็นการหารกันระหว่าง กำไร กับ ความเสี่ยง ซึ่งเป็นที่มาของสูตร Sharpe Ratio ที่ใช้คำนวณ ผลตอบแทน (return) ต่อหน่วยความเสี่ยง (\sigma) ส่วนสาเหตุที่ทำไมถึงต้องลบ อัตราผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยง (return_{rf}) เพราะว่าเราต้องการที่จะคำนวณเฉพาะสัดส่วนของผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมาจากการแบกรับความเสี่ยง (return_{rp}) เท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะให้ อัตราผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยง อยู่ที่ประมาณ 1.5% หรือตามตราสารหนี้รัฐบาล

\text{Sharpe Ratio} = \frac{return - return_{rf}}{\sigma} = \frac{return - 1.5\%}{\sigma} = \frac{return_{rp}}{\sigma}

โดยที่วิธีการคำนวณแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาการเปรียบเทียบระหว่างเวลาที่สินทรัพย์ที่มี ผลตอบแทนไม่เท่ากัน หรือมีความเสียงไม่เท่ากัน ซึ่งแตกต่างจากการเปรียบเทียบในบทความก่อนหน้านี้ ที่มีผลตอบแทนเท่าๆกัน เลยสามารถเลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าได้เลย

จะเห็นได้ว่า Sharpe Ratio ของ TMB50 สูงกว่า TSF เล็กน้อย ซึ่งหมายความว่า TMB50 ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยงมากกว่า ถึงแม่ว่า TSF จะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่เพราะมีความผันผวนที่ต้องแบกรับตามมามากกว่าเช่นกัน จึงทำให้มี Sharpe Ratio ที่ต่ำกว่า

แต่ช้าก่อน! ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่า เฉลี่ยผลตอบแทนรายวัน (0.047%) และ ความผันผวน (0.945%) ของ TSF หารกัน \frac{0.047\% - 1.5\%}{0.945\%} ไม่ใช่ 0.731 บางคนอาจจะสงสัยว่า นี้ใช้เครื่องคิดเลขจีนแดงหรือเปล่า? ทำไมคิดเลขมั่วแบบนี้! แต่ที่จริงแล้วมันเป็นเพราะว่า การคำนวณ Sharpe Ratio ปกติแล้วจะเป็นการคำนวณโดยใช้ เฉลี่ยผลตอบแทน และ ความผันผวนแบบรายปี เราจึงต้องแปลง เฉลี่ยผลตอบแทนและ ความผันผวนรายวันเป็นรายปีเสียก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้หาค่า Sharpe Ratio ได้ ซึ่งจะมาอธิบายวิธีคำนวณ พร้อมกับข้อควรระวังในการใช้ Sharpe Ratio ในบทความถัดไป (ขอติดไว้ก่อนเดี๋ยวบทความนี้จะยาวเกิน)

ฉะนั้นการจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เราจึงควรที่จะลงทุนอย่างชาญฉลาดโดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่ต้องแบกรับกับผลตอบแทนที่เราคาดหวังด้วย ว่ามันคุ้มค่าไหม โดยไม่ปล่อยให้ผลตอบแทนในอดีตและความโลภ ทำให้เราหลงทาง



Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s